ทางออกของชีวิตมนุษย์หนี้

“ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย” เคยเป็นคำพูดติดปากแนวตลกขบขันที่ผู้คนมักใช้พูดแซวกัน แต่ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำ ข้าราชการ ฟรีแลนซ์ หรือแม้แต่เจ้าของกิจการ ต่างก็มีความเสี่ยงที่จะตกเป็นจำเลยจากภาระหนี้สูงเกินกว่าความสามารถในการชำระหนี้ได้ตามกำหนดเวลา ปัญหาการขาดสภาพคล่อง ไม่เพียงแต่จะทำให้สภาพการใช้ชีวิตประจำวันต้องสะดุดเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาพความน่าเชื่อถือทางการเงินของท่านในอนาคตอีกด้วย เมื่อหนี้เกิดขึ้นแล้ว มนุษย์หนี้บางคนอาจคิดหาทางออกระยะแบบง่ายๆ ด้วยการบ่ายเบี่ยงไม่รับสายโทรศัพท์จากสถาบันการเงินที่กู้ยืม หรือบางรายก็ตัดสินใจเบนเข็มไปกู้ยืมเงินนอกระบบ ซึ่งไม่เพียงไม่ช่วยแก้ปัญหาเดิม แต่ยังสร้างหนี้ก้อนใหม่ขึ้นที่มีดอกเบี้ยสูงกว่าเดิมเพิ่มเข้ามาอีก ดังนั้น คำถามที่ว่า จะทำอย่างไรเมื่อเจอปัญหาขาดส่งชำระหนี้ เรื่องนี้มีคำตอบด้วยกลเม็ดเฉพาะสำหรับการปลดหนี้

หากมนุษย์หนี้ทั้งหลาย ยังไม่สามารถหาเงินมาจ่ายชำระหนี้ตามเวลาที่กำหนด ก็คงจำเป็นต้องยอมรับในกฎกติกาการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้กับเจ้าหนี้ การชำระเงินล่าช้าย่อมต้องจ่ายค่าปรับตามอัตราที่สถาบันการเงินนั้น ๆ กำหนด ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือละเลยได้ แม้ว่าค่าปรับที่ใช้คำนวณอัตราการผิดนัดชำระเงินนั้นอยู่ในอัตราที่สูงมากก็ตาม อย่างไรก็ดี การแก้ไขปัญหาการชำระหนี้ที่สูงเกินความสามารถของลูกหนี้ในการผ่อนชำระสามารถคลี่คลายได้โดยง่ายต่อเมื่อลูกหนี้นำปัญหาดังกล่าวเข้าไปปรึกษากับเจ้าหนี้โดยตรง บอกเล่าถึงเรื่องราวความเป็นจริงที่เกิดขึ้นว่าหนึ่งเดือนลูกหนี้สามารถหาเงินหรือมีรายรับต่อเดือนเท่าไหร่และสามารถจ่ายเพื่อผ่อนชำระให้กับเจ้าหนี้ในแต่ละเดือนได้เท่าไหร่ โดยควรระบุรายละเอียดว่าลูกหนี้เองมีภาระต้องใช้เงินในด้านใดบ้าง เพื่อให้เจ้าหนี้สามารถรับรู้ถึงความสามารถจ่ายที่แท้จริงของลูกหนี้ ผลที่ได้ไม่เพียงแต่จะเป็นการแสดงความจริงใจของผู้ที่เป็นหนี้แล้วเท่านั้น แต่ยังช่วยสกัดไม่ให้ปัญหาลุกลามไปถึงขั้นตอนกระบวนการทางกฎหมายอีกด้วย ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดจึงเป็นการหันหน้ามาเจรจาขอประนอมหนี้กับทางสถาบันการเงิน โดยลูกหนี้อาจจะขอยืดระยะเวลาการชำระเงิน ขอลดจำนวนยอดที่ต้องชำระแต่ละงวด ขอลดเงินต้นและดอกเบี้ย ตลอดจนขอพักการชำระหนี้ สุดแล้วแต่การพิจารณาของแต่ละสถาบันการเงิน

อย่างไรก็ตาม การรีไฟแนนซ์ก็นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะถ้าหนี้สินส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสัญญาการกู้เงินที่ค่อนข้างจะบีบรัดมากเกินไป ลูกหนี้สามารถวิเคราะห์หาข้อเสนอด้านการเงินที่ดีขึ้นกว่าสัญญาเดิมที่มีอยู่ โดยต้องชั่งน้ำหนักอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงระหว่างฉบับเดิมกับข้อเสนอใหม่ว่าคุ้มค่าสมกับที่ต้องดำเนินการรีไฟแนนซ์หรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบข้อดีจนแน่ใจแล้ว ค่อยตัดสินใจรับข้อเสนอที่ดีที่สุดก็ย่อมได้ คราวนี้ก็จะได้ไม่ต้องใช้ชีวิตแบบมนุษย์หนี้ที่ “ชีวิตนี้ใช้หนี้อย่างเดียว” อีกต่อไป

bft-user5