เครดิตบูโร คะแนนการบริหารการเงินส่วนบุคคล

โดยส่วนใหญ่ในการสมัครงานบริษัทฯ จะร้องขอดูใบรายงานผลการศึกษา หรือ Transcript เพื่อประกอบการพิจารณาระดับคะแนนรายวิชาต่าง ๆ ว่าได้รับสกอร์การเรียนเป็นอย่างไรบ้าง เฉกเช่นเดียวกันกับเวลาที่เราต้องการยื่นกู้ขอสินเชื่อต่าง ๆ ทั้งสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อเพื่อการศึกษา หรือ สินเชื่อเพื่อซื้อรถยนต์ ตลอดจนการยื่นขอสมัครบัตรเครดิตต่าง ๆ เกณฑ์การตัดสินใจให้กู้ หรืออนุมัติวงเงินเครดิตจากสถาบันการเงินต่าง ๆ ก็คือ เครดิตบูโร หรือ เครดิตสกอร์ นั่นเอง ซึ่งแท้ที่จริงก็ใกล้เคียงกับคะแนนในการทำข้อสอบ แต่การวัดคะแนนด้านเครดิตการเงินนั้น มาตรวัดที่ใช้มาจากประวัติเครดิตในการชำระเงิน และสถานะการเงินของแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ และยังทำหน้าที่เป็นตัวแปรหลักให้กับสถาบันการเงินในการเสนอ Loan term หรือ อัตราดอกเบี้ยให้กับผู้ยื่นขอกู้ว่าควรจะเป็นเท่าไร

สาระสำคัญที่ปรากฎในรายงานเครดิตบูโรมีด้วยกัน 2 ส่วน โดยส่วนแรกจะเป็นเรื่องข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อ นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน วันเกิด และที่อยู่ ในขณะที่ส่วนที่ 2 จะเป็นเรื่องของเครดิต เช่น ประวัติการใช้บัตรเครดิตของสถาบันการเงิน แต่ละแห่ง สถานะการชำระหนี้บัตรเครดิต หรือสินเชื่อ และการอนุมัติของบัตรเครดิตต่าง ๆ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะถูกเก็บรวบรวมไว้ประมาณ 3 ปี ข้อมูลใหม่จะแทนที่ข้อมูลเดิมไปเรื่อย ๆ ทั้งนี้ ข้อมูลส่วนใหญ่ล้วนมาจากสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิกของเครดิตบูโร และที่สำคัญรายงานดังกล่าวจะถูกเก็บไว้เป็นความลับที่เผยแพร่เฉพาะกลุ่มสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิกกับเจ้าของข้อมูลเครดิตเท่านั้น หากบุคคลทั่วไปสนใจอยากจะตรวจสอบข้อมูลการเงินของตนเอง ก็สามารถขอรับรายงานเครดิตบูโรโดยตรงจากหน่วยงาน National Credit Bureau (NCB) หรือธนาคารต่าง ๆ ที่เป็นสมาชิกของ NCB

หากเจ้าของเครดิตพบว่าข้อมูลในรายงานเครดิตบูโรไม่ตรงกับความเป็นจริง เช่น ได้ทำการชำระหนี้ที่เคยติดค้างไปแล้วแต่ข้อมูลยังขึ้นว่า “ค้างชำระ” ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าข้อมูลเครดิตบูโรคือการรายงานตามจริงที่เกิดขึ้น และข้อมูลดังกล่าวไม่สามารถการย้อนกลับไปแก้ไขได้ ดังนั้นถ้ามีการค้างชำระเกิดขึ้น ณ เดือนที่ยอดยังคงค้างอยู่ ข้อมูลก็จะปรากฎตามนั้น แต่ในกรณีที่ยอดหนี้ได้รับการชำระไปแล้วก็จะแจ้งสถานะใหม่เป็น “ชำระเรียบร้อย” “ปิดบัญชี” หรือ “ปกติ” จะสังเกตได้ว่าข้อมูลเรื่องการค้างชำระไม่ได้ถูกลบออก แต่เป็นการอัพเดทข้อมูลการชำระใหม่เข้าไปแทนข้อมูลเดิมตามเงื่อนไขเวลาที่กฎหมายกำหนด คือ 3 ปี หรือ 36 เดือน

อย่างไรก็ตาม เพื่อรักษาเครดิตบูโรของตนให้ดีสำหรับการบริหารจัดการเงินในอนาคต เจ้าของเครดิตควรรักษาวินัยทางการเงินด้วยการจ่ายชำระหนี้ที่ค้างให้หมด แต่ถ้าหนี้ดังกล่าวมีจำนวนมากเกินไปก็ควรหันหน้ามาขอคำแนะนำจากสถาบันการเงินเพื่อหาแนวทางปลดหนี้โดยเร็ว ซึ่งการใช้บริการโอนหนี้จากบัตรเดิมไปบัตรใหม่ที่คิดอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า เจรจาขอขยายระยะเวลาชำระ หรือ ขอลดยอดชำระขั้นต่ำก็น่าจะเป็นทางเลือกในการสร้างเครดิตบูโรที่ดีได้เช่นกัน

bft-user5